|
สารบัญเอดส์
>
วัคซีนเอดส์มีความก้าวหน้าเพียงใด
?

เนื่องจากยารักษาโรคเอดส์มีราคาแพง
และความหวังที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดโดยการใช้
ยาต้านไวรัสเอดส์แรง ๆ
หลายตัวร่วมกันก็ยังดูเลือนลางอยู่ประกอบกับคำประกาศเจตนารมย์ของประธานาธิบดีคลินตัน
แห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางปี
2540
ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้นำในการคิดค้น
วัคซีนเอดส์ให้สำเร็จภายใน
10 ปี
ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจเรื่องวัคซีนเอดส์อีกครั้งหนึ่ง
วัคซีนเอดส์
อาจทำจากไวรัสเอดส์ที่ทำให้ตายแล้ว
หรือถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง
หรือผลิตโดยอาศัยขบวนการทาง
วิศวกรรมพันธุศาสตร์หรือโดยการสังเคราะห์ขึ้นมาโดยตรง
ได้มีการศึกษาวัคซีนเอดส์หลายชนิดในสัตว์
ทดลองและคนอาสาสมัคร
ปรากฏว่าวัคซีนมีความปลอดภัย
100 %
ไม่มีใครติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาจากการ
รับวัคซีน
สัตว์ทดลองหรือคนที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิต้านทานซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์ในหลอดทดลองได้
เมื่อลองฉีดภูมิต้านทานที่ได้จากการฉีดวัคซีนเข้าไปในลิงซิมแปนซี
แล้วตามด้วยการให้ไวรัสเอดส์เป็น
ๆ แก่ลิงตัวนั้น
พบว่าลิงไม่ติดเชื้อเอดส์
แสดงว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีด
วัคซีนมีประโยชน์ในการป้องกันโรคจริง
แต่การที่จะบอกว่าเอาวัคซีนเอดส์มาฉีดคนแล้วจะป้องกันคน
ให้รอดพ้นจากการติดเชื้อเอดส์ได้หรือไม่พิสูจน์ได้ยาก
เพราะจะเอาเชื้อเอดส์มาแอบฉีดให้กับอาสาสมัคร
ที่ฉีดวัคซีนแล้วย่อมทำไม่ได้
ดังนั้นจึงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
กล่าวคือติดตามที่ฉีดวัคซีนกับคน
ที่ฉีดน้ำเปล่า กลุ่มใหญ่
ๆ ไปสักระยะเวลาหนึ่ง (2-3 ปี)
โดยที่อธิบายกรอกหูให้ฟังทุกวันว่า
ที่ทำอยู่นี้เป็นการศึกษาว่าวัคซีนเอดส์ได้ผลหรือไม่
อาจไม่ได้ผลก็ได้
และท่านได้รับอาจเป็นวัคซีนจริงหรือวัคซีน
เทียม (น้ำเปล่า) ก็ได้
ไม่มีใครรู้
เรากำลังพิสูจน์กันอยู่
เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของเขาเอง
เขาควรจะต้องไม่ไปมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือถ้าจะไปเสี่ยงบ้างก็ต้องป้องกันเช่น
ใช้ถุงยางอนามัย
บางคนแย้ง
ว่าถ้าไปบอกเขาแบบนี้
ทุกคนใส่ถุงยางอนามัยหมด
แล้วจะไปพิสูจน์ได้ยังไงว่าวัคซีนได้ผล
เราต้อง
ยอมรับความจริงว่า
ถึงแม้เราตอกย้ำอาสาสมัครอย่างไร
การเป็นมนุษย์ปุถุชนจะยังมีอยู่
กล่าวคือ ก็ยัง
คงมีคนไปเที่ยวผู้หญิงบ้าง
และมีที่เผลอไม่ใส่ถุงยางอนามัยบ้าง
สุดท้ายก็จะมีคนติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาบ้าง
เมื่อติดตามไปได้สักระยะหนึ่ง
ก็มาดูว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนมีคนที่ติดเอดส์น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้วัคซีนหรือ
ไม่
ถ้าน้อยกว่าก็แสดงว่าวัคซีนนั้นป้องกันได้ผล
อาจได้ผล 20%, 60% ฯลฯ
จะต้องให้ได้ผลสักเท่า
ไรจึงจะเอามาฉีดกับคนทั่วไปได้
หรือเอามาขายได้ยังไม่มีใครมีคำตอบ
การทดสอบดังกล่าวเป็นการทดสอบที่เรียกว่าระยะที่
3
หรือการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนซึ่งต้องใช้อาสาสมัครที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์
(เช่น
ชายนักเที่ยวหรือหญิงบริการทางเพศ
หรือคนที่ติดยาเสพติดโดยการฉีด)
จำนวนกลุ่มละหลายพันคน
และติดตามไป 2-3 ปี
ในปัจจุบันมีวัคซีนเพียงขนาบเดียวที่เข้าสู่การทดสอบระยะที่
3 ในคน
ซึ่งกว่าจะทราบผลก็คงประมาณปี
พ.ศ. 2545
นอกจากจะเอามาฉีดให้กับคนที่ยังไม่ติดเชื้อแล้ว
วัคซีนเอดส์ยังสามารถนำมาฉีดให้กับคนที่
ติดเชื้อเอดส์แล้วได้ด้วย
พบว่าปลอดภัยเช่นเดียวกัน
ไม่มีใครตายด้วยโรคเอดส์เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน
พบว่าภูมิต้านทานที่เป็นประโยชน์ในการยับยั้งการติดเชื้อไวรัสเอดส์ก็มีเพิ่มขึ้น
ภูมิต้านทานของผู้ติด
เชื้อสามารถคงอยู่ในระดับที่ดีได้นาน
โรคติดเชื้อแทรกซ้อนก็เป็นน้อยลง
จึงเป็นความหวังที่ผู้ติดเชื้อทั่วโลกกำลังรอคอยอยู่ว่าการฉีดวัคซีนเอดส์ร่วมไปกับการให้ยาต้านไวรัสเอดส์อาจสามารถทำให้ชีวิตของพวกเขายืนยาวขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การทดสอบวัคซีนเอดส์ครั้งแรกในประเทศไทยทำ
โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
และโครงการโรคเอดส์
สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 6
มิถุนายน 2537
โดยใช้วัคซีนสังเคราะห์ของบริษัท
UBI
ฉีดให้กับอาสาสมัครที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์จำนวน
30 คน
โครงการนี้ได้สิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่
23 มกราคม 2538
ผลการศึกษาพบว่าวัคซีนปลอดภัย
100 % และเกือบร้อยละ 90
ของอาสาสมัครมีภูมิต้านทานเกิดขึ้น
การพัฒนาต่อไปคือการทำให้ภูมิต้านทาน
ที่เกิดขึ้นมีระดับที่สูงอยู่ในร่างการไปได้นาน
ๆ
และสามารถทำปฏิกิริยาได้กับเชื้อเอดส์
ทุกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่
เมื่อได้วัคซีนที่เชื่อว่าดีแน่
จึงจะมีการนำไปทดสอบประสิทธิภาพต่อไป
การทดสอบวัคซีนเอดส์ของสภากาชาดไทยเป็นการสร้างการรับรู้
และการยอมรับในสังคมไทย
เปิดทางให้มีการศึกษาทดสอบวัคซีนเอดส์อื่น
ๆ
อีกหลายตัวในระยะเวลาต่อมา
ซึ่งหวังว่าในอีก 5-10
ปีข้างหน้าควรจะมี
วัคซีนเอดส์ออกมาใช้ได้ในบ้านเรา
|