|
|
||
|
โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด ?
ในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่พอจะรู้แล้วว่าโรคเอดส์ติดต่อได้อย่างไรและป้องกันได้อย่างไร แต่ที่ยังไม่ค่อยรู้ หรือรู้แล้วแต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจหรือไม่ค่อยจะเชื่อก็คือวิธีที่จะไม่ติดเอดส์ ทำให้เกิดความกลัวไปต่างๆ นานา ดังนั้นแนวทางการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับโรคเอดส์ในอนาคตจะต้องเน้นให้รู้อย่างถ่องแท้ว่าโรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด เพื่อจะช่วยลดความแตกตื่นหรือความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อโรคเอดส์ลง ซึ่งจะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น ไม่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม ในที่ทำงานหรือในสถานพยาบาล และยอมรับในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา (1) โรคเอดส์ไม่ติดต่อกัน โดยผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก น้ำตา เสมหะ ปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ แม้ว่าอาจพบเชื้อโรคเอดส์ในน้ำคัดหลั่งเหล่านี้ได้ก็ตาม
แต่ปริมาณเชื้อมีไม่มาก
และโอกาสที่ผู้รับจะมีบาดแผลให้เชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายเลยมีน้อย
โอกาสจะติดจึงยาก
มีผู้ประเมินเล่นๆ
ว่าการที่จะติดเชื้อเอดส์จากน้ำลายได้นั้นคงต้องกันน้ำลายกันทีละหลายสิบลิตรทีเดียว
! ดังนั้นการพูดจา
การร่วมรับประ ทานอาหาร
การทำงานใกล้ชิด
การจับเนื้อต้องตัว
การพยาบาล การใช้แก้วน้ำ
การใช้ส้วมหรือสระว่ายน้ำร่วมกับคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์จึงไม
่เป็นการเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์
เพราะมิฉะนั้นแล้วคนรอบข้างของผู้ป่วยโรคเอดส์กว่าสองแสนคนทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา
ก็คงจะมีการติดเชื้อเข้าไปแล้วล้านๆ
คน ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่
สาเหตุอีกประการหนึ่งที่คนรอบข้างของผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์ก็เพราะไวรัสโรคเอดส์ง่ายต่อการถูกทำลายด้วยความร้อน
ความแห้ง สบู่
และน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ
มากกว่าเชื้อวัณโรค เชื้อไวรัสตับอักเสบ
และเชื้ออื่นๆ
อีกหลายชนิด (2) ยุงไม่นำโรคเอดส์ แม้ว่าจะพบเชื้อโรคในตัวยุงได้ถ้ายุงไปกัดคนที่เป็นเอดส์ แต่เชื้อโรคเอดส์ในตัวยุงไม่แบ่งตัว โดยจะอยู่ในตัวยุงได้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายไป เลือดผู้ป่วยที่เปื้อนอยู่ที่ปากยุงก็มีไม่มาก และอาจถูกทำลายโดยน้ำย่อยที่อยู่ในน้ำลายยุง ดังนั้นจึงยังไม่พบมีการระบาดของโรคเอดส์ภายในบ้านหรือหมู่บ้านที่มีคนไข้โรคเอดส์อยู่และยุงมากในบ้านหรือหมู่บ้านนั้น มิฉะนั้นแล้วเด็กซึ่งมักถูกยุงกัดบ่อยกว่าผู้ใหญ่จะต้องติดเชื้อโรคเอดส์ตามคนในบ้านไปมากมายแล้ว |
|