|
สารบัญเอดส์
>
โรคเอดส์รักษากันได้อย่างไร
?

การรักษาโรคเอดส์แบ่งได้เป็น
4 ขั้นตอน
(1)
การรักษาและป้องกันโรคแทรกซ้อน
ได้แก่โรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสมะเร็ง
และอาการอื่นๆ เช่น ไข้
ท้องเสีย เบื่ออาหาร
น้ำหนักลด
โรคหรืออาการบางอย่างก็มียารักษา
บางอย่างก็ไม่มียารักษาหรือรักษาไม่หายขาด
ในปัจจุบันมีการให้ยาป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนหลายอย่างๆ
เมื่อระดับภูมิคุ้มกันลดลงมาถึงระดับหนึ่ง
และก่อนที่จะเกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นมาจริง
ๆ เช่น
การให้ยาป้องกันปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสตีส
ยาป้องกันเชื้อราขึ้นสมอง
และยาป้องกันวัณโรค
เป็นต้น
พบว่าสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้
และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปในบางกรณีแม้จะรักษาภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนให้หายแล้วก็ตาม
ก็ยังจะต้องให้ป้องกันไปตลอดชีวิต
เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำใหม่
เช่นปอดบวมที่เกิดจากเชื้อนิวโมซีสตีส
หรือเชื้อราในสมองเป็นต้น
นอกจากนี้
มีการใช้ยาที่จะช่วยบรรเทาอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเอดส์
เช่นอาการคันตามตัวอาการท้องเสียเรื้อรัง
และน้ำหนักลด เป็นต้น
(2)
การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์
การรักษาที่มุ่งกำจัดไวรัสเอดส์
ในปัจจุบัน
ยังไม่มียาที่ได้ผลแน่นอนในการฆ่าทำลายไวรัสเอดส์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสที่หลบอยู่ในเซลล์
เม็ดโลหิตขาว
จะมีก็แต่ยาที่ไปหยุดยั้งการแบ่งตัวของไวรัสเอดส์
เช่น
- ยาไซโดวูดีน(Zidovudine,
หรือ เอ-แซด-ที AZT), ไดดีอ๊อกซีไอโนซีน(dideoxyinosineหรือ
ดี-ดี-ไอ ddI), ไดดีอ๊อกซีซัยติดีน(dideoxycytidine
หรือ ดี-ดี-ซี,ddc) สตาวูดีน (stavudine
หรือ ดี-โฟ-ที d4T), ลามิวูดีน (lamivudine
หรือ ทรี-ที-ซี 3TC), และ อะ บาคาเวีย(abacavir),
เนวิราปีน (nevirapine), เอฟฟาไวเรนส์
(efavirenz)
-
และยาในกลุ่มที่เรียกว่าโปรตีเอส
อินฮิบิเตอร(Protease inhibitors)
เช่น อินดินาเวีย(indinavir) เนลฟินาเวีย(nelfinavir)
และโลปินาเวีย(lopinavir)
ยาเหล่านี้สามารถยืดชีวิตคนไข
้เอดส์ออกไปได้
เป็นโรคติดเชื้อแทรกซ้อนน้อยลงน้ำหนักเพิ่มขึ้น
มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
และสามารถกลับไปทำงานได้และแม้คนไข้ที่ยังไม่มีอาการแต่ระดับภูมิคุ้มกันเริ่มต่ำลงแล้วหรือแม้ระดับภูมิคุ้มกัน
(ซีดี-4) จะยังไม่ต่ำ
แต่มีปริมาณไวรัสในเลือดมาก
การให้ยาต้านไวรัสเอดส์จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเขาอยู่ในระดับดีได้นานๆติดเชื้อแทรกซ้อนช้าลงหรือน้อยลง
ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาจึงนิยมที่จะให้ยาต้าน
ไวรัสเอดส์แก่ผู้ติดเชื้อตั้งแต่ระยะต้นๆ
และให้ยา 3
ตัวพร้อมกันเพื่อให้มีฤทธิ์ในการลดปริมาณไวรัสเอดส์สูงสุด
ขณะเดียวกันก็เพื่อลด
โอกาสที่เชื้อเอดส์จะดื้อยาด้วย
ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ
ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะต้องสูงขึ้น
เพราะต้องใช้ยาหลายตัว
และต้องใช้ยานานขึ้น
กล่าวคือ
ถ้าเริ่มใช้ก็ต้องใช้ไปตลอดชีวิตและมีคนที่ต้องใช้ยามากขึ้น
เพราะเริ่มใช้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีอาการ
จึงเป็นการยากที่คนไข้หรือรัฐจะจัดซื้อยาให้ใช้ได้อย่างทั่วถึง
ยิ่งในสภาวะเงินบาทลอยตัวอย่างในปัจจุบัน
เพราะค่าใช้จ่ายในการให้ยา
3 ตัวพร้อมกันจะประมาณ
15,000-28,000ในคนที่ไม่มีเงินมากพอก็อาจกินยาร่วมกันเพียง
2 ตัว
ซึ่งจะตกประมาณเดือนละ 4,000
-10,000 บาท แล้วแต่ตัวยาชนิดใด
เป็นที่น่ายินดีว่าสภากา
ชาดไทยได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของประเทศเนเธอร์แลนด์และออสเตรเลียจัดตั้งศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย
-ออสเตรเลีย-เนเธอร์แลนด์
ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์
(เรียกชื่อย่อว่า "HIV-NAT")
ขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
2539
เพื่อทำการศึกษาวิจัยผลของ
การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ 2-3
ตัว
พร้อมกันในสูตรผสมต่างๆ
กันในคนไทย
ทำให้คนไทยเกือบหนึ่งพันคนได้รับยาดีๆ
ฟรีเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันจนถึงปัจจุบันมีผลงานเผยแพร่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก
เป็นที่น่ายินดีว่า
ยาต้านเอดส์บางตัวได้มีราคาลดลงค่อนข้างมาก
ในปี 2543
ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันของกลุ่มผู้ที่ติดเชื้อในประเทศ
ทำให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านเอดส์บางตัวออกมาซึ่งราคาถูกกว่ายาต้นตำรับมาก
ส่งผลให้บริษัทยาข้ามชาติต้องลดราคายาลงประมาณร้อยละ
40
เพื่อจะได้ขายแข่งกับยาขององค์การเภสัชกรรมทุกฝ่ายได้แต่คาดหวังกันว่า
ยาทุกตัวจะมีราคาถูกลงในที่สุด
กรมควบคุมโรคติดต่อเองก็ได้พยายามเจรจาขอลดราคายาต้านเอดส์กับบริษัทยาในกรณีสั่งซื้อคราวละมาก
ๆ
อีกทั้งองค์การเอดส์สหประชาชาติก็ได้พยายามช่วยเจรจากับบริษัทยาต่างๆ
ให้ลดราคายาลง
จึงหวังว่ายาต้านเอดส์ 3
ตัว
น่าจะมีราคาลดลงเหลือเพียงไม่เกินเดือนละ
5,000 บาท ถึง
ตอนนั้นก็หวังว่ารัฐบาลจะจัดงบซื้อยาต้านไวรัสให้ผู้ติดเชื้อทานมากขึ้น
ไม่ใช่ยาราคาถูกลง
คนไข้ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ยาอยู่ดี
เพราะการที่เขามียาดีๆกินโอกาสที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสังคมจะมีมากขึ้น
เพราะจะไม่ป่วยและมีอายุยืนเหมือนคนทั่วไป
สามารถทำงานรับใช้ชาติ
ทำงานเสียภาษีให้รัฐ
มีผลผลิตทำรายได้เข้าประเทศ
รัฐเองก็ไม่ต้องเสียเงินในการรักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนไม่ต้องสร้างโรงพยาบาล
vหรือผลิตหมอมากขึ้นไม่ต้องรับภาระในการเลี้ยงดูบุตร
หรือพ่อแม่ที่แก่เฒ่าของผู้ติดเชื้อ
พูดง่าย ๆ
คือจะมีกำไรเข้ากระเป๋าของรัฐมากกว่า
ถ้ารัฐจัดหายาต้านไวรัสเอดส์ดี
ๆให้คนไข้รับประทานคล้ายกับที่ประเทศรวยๆ
อื่นๆ
เขาสรุปกันไว้ก่อนแล้ว
การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูก
เป็นที่ทราบกันมา 6-7 ปี
แล้วว่ายาต้านไวรัสเอดส์สามารถลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกได้
เช่นถ้าให้ เอ-แซด-ที
อย่างเดียวแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่ครรภ์ได้14
สัปดาห์
จนถึงเด็กคลอดออกมาและให้ยาแก่เด็กต่ออีก
6 สัปดาห์
พบว่าสามารถลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกลงได้
2 ใน 3
กล่าวคือถ้าไม่ให้ยาอะไรเลย
ลูกจะติดเอดส์จากแม่ประมาณร้อย
25 ถ้าแม่และลูกได้ยา เอ-แซด-ที
ในกำหนดดังกล่าว
พร้อมกับการงดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ลูกจะติดเอดส์จากแม่เพียงร้อยละ
8
การให้ยาดังกล่าวไม่เป็นอันตราย
และไม่เกิดผลเสียทั้งต่อแม่
และเด็ก
จึงถือเป็นมาตรฐานทั่วโลกว่าถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอดส์
และต้องการจะตั้งครรภ์ต่อไปควรให้โอกาสหญิงตั้งครรภ์มีสิทธิ์ตัดสินใจในการรับยาต้านเอดส์และในการงดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
เพื่อลดโอกาสทีลูกจะติดเอดส์จากแม่
ในประเทศที่ร่ำรวย
แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาต้านเอดส์
2 หรือ 3 ตัวร่วมกัน
เพื่อลดอัตราการถ่ายทอดเอดส์ลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดเอาเด็กคลอดออกทางหน้าท้องด้วย
ซึ่งจะยิ่งลดโอกาสการติดเชื้อเอดส์ลงไปอีกเพราะเด็กจะสัมผัสกับเลือดแม่น้อยลง
ปัญหาหลักของการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกโดยการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์คือการที่จะรู้ได้ยังไงว่าใครติดเอดส์
ค่ายาที่จะใช้และค่านมผงที่จะใช้เลี้ยงทารก
ส่วนประเด็นความคุ้มที่จะต้องมีเด็กกำพร้าพ่อแม่เพิ่มขึ้นไม่เป็นประเด็นอีกแล้วเพราะค่าใช้จ่ายที่จะต้องดูแลรักษาเด็กที่ติดเชื้อจะแพงกว่าและไม่คุ้มค่าเท่ากับการเลี้ยงดูเด็กกำพร้า
ซึ่งบางรายโตขึ้นอาจเป็นหมอ
เป็นวิศวกร
หรือเป็นนายกรัฐมนตรี การจะร
ู้ว่าหญิงตั้งครรภ์คนใดติดเชื้อเอดส์ก็ต้องตรวจเลือดระหว่างไปฝากครรภ์
ซึ่งต้องเป็นการตรวจโดยสมัครใจ
มีการให้คำปรึกษาแนะนำที่ถูก
ต้องทั้งก่อนและหลังตรวจและต้องมีการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด
โรงพยาบาลบางแห่งแม้ในประเทศไทยเองก็อาจจะยังทำไม่ได้ครบเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวจนต้องมีองค์กรเอกชนบางกลุ่มออกมาเรียกร้องให้แพทย์
และโรงพยาบาลเคารพสิทธิของหญิงในการตรวจเลือด
ในการรับยา
และในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งแน่นอน
ต้องเป็นสิทธิของพ่อและแม่ของเด็กในครรภ์ที่จะตัดสินใจหลังได้รับข้อมูลที่ถูกต้องทั้งด้านบวกและลบ
โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของพ่อ
แม่ และทารกในครรภ์
แพทย์ไม่ควรไปบังคับหรือชักจูงการตัดสินใจของเขา
ในประเทศยากจนแถบอัฟริกา
การใช้นมผงเลี้ยงทารกมีปัญหาทั้งทางด้านค่าใช้จ่าย
ความสะอาดของน้ำและอุปกรณ์ที่จะนำมาผสมนมผงให้ทารกดื่มและการเสี่ยงต่อการถูกผู้อื่นรู้ว่าติดเชื้อเพราะคนอื่นๆ
ต่างก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งนั้น
ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงยังไม่กล้าแนะนำให้แม่ที่ติดเชื้อในอัฟริกาใช้นมผงเลี้ยงลูก
เพราะกลัวว่าจะมีเด็กทารกเสียชีวิตจากการขาดสารอาหารหรือจากโรคติดเชื้อของทาง
เดินอาหารจากการรับประทานนมสกปรกมากกว่าจะเสียชีวิตจากโรคเอดส์
จะใช้นมผงก็ต่อเมื่อครอบครัวมีเศรษฐกิจฐานะดี
ดังนั้นเมื่อยัง
ต้องให้นมแม่อยู่
ก็ทำให้ผลการใช้ยาต้านเอดส์ในการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกไม่สู้ดีนักเพราะเด็กจะยังได้รับเชื้อเอดส์จากน้ำนมแม่
ภายหลังคลอด
เรื่องค่ายาต้านเอดส์ที่ต้องให้แม่
และลูกกินก็เป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่ยากจนเฉพาะ
เอ-แซด-ที เดียวๆ
ตามสูตรที่พิสูจน์ว่าได้ผลและใช้กันอยู่ในต่างประเทศก็จะตกประมาณ
10,000 บาท
ยิ่งถ้าต้องให้ยาหลายตัวร่วมกัน
ค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นจึงมีผู้พยายามคิดหาสูตรยาอื่นๆ
ที่ราคาอาจถูกลง
หรือการให้ยาช่วงสั้นลงจะได้ประหยัด
หลังจากใช้เวลาทดสอบอยู่หลายปีก็พอได้สูตรยาที่ประหยัดบ้าง
แต่ก็ไม่ได้ผลดีเท่า เอ-แซด-ที
ที่ใช้กันอยู่เดิม
สูตรประหยัดเหล่านี้อาจพอนำมาใช้กับประเทศที่ยากจนซึ่งก็จะยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ในช่วงปลายปี 2538
ขณะที่หลายๆฝ่ายกำลังรอผลการทดสอบสูตรยา
เอ-แซด-ที
ที่ประหยัดซึ่งกำลังทดสอบอยู่ในประเทศ
ไทยและกว่าจะรู้ผลก็คาดว่าจะเป็นปี
พ.ศ. 2541-2542
สภากาชาดไทยเห็นว่าในระหว่างที่รออยู่นั้น
องค์กรการกุศล เช่น
สภากาชาดไทย
น่าจะทำอะไรได้ไปพลางๆ
ก่อนในการลดจำนวนเด็กที่จะติดเชื้อเอดส์จากแม่ลงได้โดยการรณรงค์หาผู้บริจาค
เพื่อซื้อยา เอ-แซด-ที
ให้กับหญิงตั้งครรภ์ที่ยากจน
จึงเป็นที่มาของโครงการบริจาคเพื่อช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกของสภากาชาดไทย
ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี
พระวรราชาทินัดดามาตุ
ทรงรับโครงการดังกล่าวไว้ในพระอุปถัมภ์
ตั้งแต่วันที่ 26
กุมภาพันธ์ 2539
โครงการดังกล่าวได้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
มีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์และยากจนจำนวนเกือบ
4,000 ราย
จากทั่วประเทศได้รับยา เอ-แซด-ที
เต็มสูตรจากโครงการบริจาค
ฯ จนถึงสิ้นปี 2543
ปรากฏว่าได้ผลดีเท่ากับที่ต่างประเทศรายงานไว้
คือลดอัตราการติดเชื้อเอดส์ลงมาได้เหลือประมาณ
5%
ซึ่งเท่ากับว่าช่วยชีวิตเด็กไว้ได้ประมาณ
600
รายจากแม่ที่ได้รับยาทั้งสิ้น
4,000 ราย
ผู้สนใจจะร่วมทำบุญเพื่อไถ่ชีวิตเด็ก
สามารถบริจาคมาได้ที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์
สภากาชาดไทยโทร 256-4107-9
หรือติดต่อบริจาคผ่านธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาสภากาชาดไทย
ชื่อบัญชี "สภากาชาดไทย"
เลขที่บัญชี 045-2-00423-6
หรือบริจาคผ่านทางธนาณัติ
สั่งจ่ายผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์
สภากาชาดไทย ณ
ที่ทำการไปรษณีย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(3)
การรักษาที่มุ่งเสริมหรือกระตุ้นภูมิต้านทานที่เสียไป
ในปัจจุบันมีการทดลองยาหลายตัวในกลุ่มนี้
เช่น อินเตอร์ลุยคินทู (IL-2)
และวัคซีนโรคเอดส์
เป็นต้น
เป็นที่คาดว่าถ้าให้ยาในกลุ่มนี้ร่วมไปกับยาต้านไวรัสเอดส์
น่าจะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
(4)
การรักษาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วย
ได้แก่การให้คำปรึกษาแนะนำ
กำลังใจ
การสงเคราะห์ด้านอาชีพ
การรักษาเพื่อให้เลิกใช้ยาเสพติดตลอดจนถึงการให้การรักษาอาการทางจิตที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกดดันหลายๆ
ด้าน
|