|
สารบัญเอดส์
>
จะทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อเอดส์
?

การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอดส์หรือไม่
หลักการของการตรวจเลือดเอดส์ก็คือการดูว่าในเลือดมีแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่ทำปฎิกิริยากับไวรัสเอดส์หรือไม่
ถ้ามีก็จะทำให้เปลี่ยนสีของน้ำยาที่ใช้ทดสอบในกรณีที่ชุดทดสอบนั้นใช้หลักการของอีไลซ่า
(ELISA)
หรือทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอื่นๆ
แล้วแต่วิธีการของชุดทดสอบที่ใช้วิธีทดสอบบางชนิดอาจใช้เวลาเพียง
2 นาที ก็ทราบผลแล้ว
นอกจากจะใช้เลือดในการทดสอบการติดเชื้อเอดส์แล้วยังสามารถใช้น้ำลายและปัสสาวะได้ด้วย
ทำให้ไม่ต้องเจ็บตัว
จากการเจาะเลือดและได้ความแม่นยำเกือบเท่าการใช้เลือดตรวจ
การใช้น้ำลาย
หรือปัสสาวะตรวจเอดส์แทนเลือดได้นั้น
ไม่ได้แปลว่าน้ำลายหรือปัสสาวะแพร่เชื้อเอดส์ได้
เพราะเป็นการตรวจหาแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่อยู่ในน้ำลายหรือปัสสาวะไม่ได้ตรวจหาตัวไวรัสเอดส์เอง
วิธีตรวจเลือดเอดส์หรือตรวจน้ำลายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีความไวและความแม่นยำสูงมาก
คือ มีความไวสูงถึง 99.8-100%
กล่าวคือคนที่มีการติดเชื้อเอดส์
1,000
คนอาจตรวจพบเลือดเอดส์บวก
998 คน ซึ่งก็นับว่าดีมาก ๆ
แต่ยังมีอีก 2 คนใน 1,000
คนที่ยังอาจตรวจไม่พบในทำนองเดียวกัน
คนที่ไม่มีการติดเชื้อเอดส์
1,000 คนไปตรวจเลือด อาจพบว่า
998 คนจะมีเลือดเอดส์ลบ
แสดงว่ามี
ความแม่นยำหรือความจำเพาะถึง
99.8% แต่ก็ยังมีอีก 2 คนใน 1,000
คน
ที่จะมีเลือดเอดส์บวกซึ่งจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมอย่างมากมาย
จึงจำต้องทดสอบยืนยันให้แน่นอนเสียก่อน
โดยอาจใช้ชุดทดสอบอีไลซ่าของอีกบริษัทหนึ่งหรือใช้วิธีทดสอบที่มีหลักการที่แตกต่างกัน
เช่น วิธีพาร์ติ-เคิล แอ๊กกลูติเนชั่น
เป็นต้นด้วยเหตุผลที่ว่าการทดสอบเอดส์อาจมีทั้งผลบวก
และผลลบเทียมและมีผลกระทบมากมายต่อผู้ถูกทดสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผลทดสอบออกมาเป็นบวก
บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเลยก็มี
ดังนั้นจึงควรต้องมีการให้คำปรึกษาแนะนำที่ดีก่อนและหลังการทดสอบทุกครั้ง
เพื่อให้เข้าใจถึงประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจเอดส์
และความหมายของการทีมีผลเลือดเอดส์เป็นลบหรือเป็นบวก
เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาในอนาคต
หรือไม่แพร่เชื้อเอดส์ให้ผู้อื่น
การให้คำปรึกษาแนะนำ
ก.
การให้คำปรึกษาแนะนำก่อนการทดสอบเอดส์
(1)
จะต้องมีการอธิบายให้ผู้มาขอรับการทดสอบเข้าใจว่าการตรวจเลือดเอดส์นั้นเป็นอย่างไร
เป็นการตรวจว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสโรคเอดส์หรือไม่
ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคเอดส์แล้วเสมอไป
และเวลานี้ก็คงจะยังมีไวรัสโรคเอดส์อยู่ในตัวซึ่งการที่เป็นโรคเอดส์แล้วชีวิตอาจจะสั้นแต่การที่ติดเชื้อเฉยๆอาจมีชีวิตอยู่ไปได้อีก
10-15 ปี แต่มีไวรัสเอดส์ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่คนอื่นๆได้
(2)
จะต้องถามเหตุจูงใจหรือเหตุผลในการขอตรวจเอดส์
เพราะตัวเองไปมีพฤติกรรมเสี่ยงมา
จึงอยากรู้ว่าเพลี่ยงพล้ำมีการติดเชื้อเอดส์หรือไม่
หรือว่าถูกนายจ้างบังคับให้ตรวจหรือมาตรวจ
ๆ
ตามคนอื่นหญิงบริการหลายคนเข้าใจว่า
การตรวจเลือดเอดส์เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์
เป็นต้น
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
(3)
จะต้องถามว่าถ้ารู้ว่าผลเลือดเป็นลบเขาจะทำอะไร
(ซึ่งหญิงบริการหลายคนตอบว่าจะได้ทำงานต่อไป)
หรือถ้าผลเจาะเลือดเอดส์เป็นบวกเขาจะทำยังไง
ถ้าตอบว่าเลือดเอดส์บวกจะได้ฆ่าตัวตายเช่นนี้ก็ต้องคุยกันนานหน่อยหรืออาจไม่เจาะตรวจให้เลยก็ได้ในขณะนั้น
ข.
การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลการทดสอบเป็นลบ
(1)
จะต้องอธิบายให้ผู้ที่ผ่านการตรวจเอดส์แล้ว
ให้เข้าใจว่าแม้ผลจะเป็นลบ
เขาก็ยังอาจมีการติดเชื้อเอดส์อยู่ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้เพราะ
2 คนใน 1,000 คน
ที่ติดเชื้ออาจให้ผลเลือดเอดส์เป็นลบได้
ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ายังเร็วเกินไปที่จะตรวจพบเนื่องจากยังอยู่ในระยะฟักตัวของการที่มีเลือดบวกคือช่วง
2-3
เดือนแรกภายหลังได้รับเชื้อเข้าไป
หรืออาจเป็นเพราะว่าภูมิต้านทานของเขาไม่ดี
จึงไม่สามารถสร้างแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์ได้
ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท
จึงควรใส่ถุงยางอนามัยเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและไม่ไปบริจาคเลือดให้กับผู้อื่น
รออีก 3 เดือน
จึงไปตรวจอีกครั้งให้มั่นใจ
(2) การที่มีเลือดเอดส์ลบ
ไม่ใช่เป็นหนังสือรับรองว่า
เขาสามารถมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อไปได้เพราะปลอดภัยแล้ว
ในทางกลับกัน
การที่ผลตรวจเลือดเอดส์ยังเป็นลบอยู่ทั้งๆ
ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ควรถือเป็นศุภฤกษ์ที่ตัวเองจะเปลี่ยนหรือปรับพฤติกรรมเสี่ยงนั้นเสีย
ให้ไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงน้อยลง
แทนที่จะเสี่ยงต่อไปเรื่อยๆ
แล้วต้องใจหายใจคว่ำกับการตรวจเลือดแต่ละครั้ง
ดังนั้นการที่ได้ผลเลือดเอดส์เป็นลบจึงเป็นโอกาสดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำ
เพื่อให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงได้
ไม่ใช่สักแต่ส่งผลการตรวจเลือดออกไปเฉยๆ
ค.
การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลเลือดเอดส์เป็นบวกจริง
(1)
ห้ามบอกผลทางโทรศัพท์หรือทางไปรษณีย์
(2)
ควรให้มารับทราบผลการตรวจจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โดยตรง
เพื่อจะได้ทราบพฤติกรรมเสี่ยง
จะได้ตรวจร่างกาย
และให้คำปรึกษาแนะนำ
พร้อมทั้งจะได้เจาะเลือดตรวจเอดส์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อป้องกันการสลับหลอดเลือดกันหรือความผิดพลาดทางเทคนิคอื่นๆ
(3)
ในกรณีที่ยังไม่ทราบผลการทดสอบยืนยัน
และมีความจำเป็นที่จะต้องให้คำปรึกษาแนะนำไปก่อนก็อธิบายให้เข้าใจว่าการทดสอบเอดส์อาจมีผลบวกเทียมได้
ให้รอคอยผลการทดสอบยืนยัน
พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเชิงไม่ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นไปพลางก่อน
(4)
ควรให้ผู้ติดเชื้อทราบว่าการมีเลือดเอดส์บวก
ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นหรือต้องตายเสมอไป
จะมีเพียงบางคนเท่านั้นเองที่จะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ
จนถึงตายในที่สุด
บางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลยเกิน
10 ปีขึ้นไป
และถึงตอนนั้นอาจมียาชงัด
ๆ
ออกมารักษาก็ได้จึงอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ
(5)
ผู้ติดเชื้อควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยง
เพราะถ้าทำต่อ
การได้รับเชื้อเอดส์และเชื้ออื่นๆเข้าไปอีก
จะยิ่งทำให้ภูมิต้านทานเสื่อมลงไปมากขึ้น
ไวรัสเอดส์อาจกำเริบขึ้นมา
และทำให้เกิดอาการมากขึ้นได้
(6) การที่มีเลือดเอดส์บวก
ส่วนใหญ่จะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัว
จึงสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น
ๆ
เขาจึงควรระวังป้องกันไม่ให้เชื้อเอดส์ในเลือดหรือในสิ่งคัดหลั่งของเขาติดไปสู่คนอื่น
เช่น
ต้องใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ
ห้ามไปบริจาคเลือด
และไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น
เป็นต้น
|