|
สารบัญเอดส์
>
ประชาชนทั่วไปจะมีวิธีป้องกันโรคเอดส์ได้อย่างไร
?
(1)
ควรมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์ว่าติดต่อกันได้อย่างไร
และติดต่อไม่ได้อย่างไรและนำมาคิด
นำมาปฎิบัติกับตัวเองเพื่อละเว้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์
เนื่องจากโรคเอดส์เป็นโรคที่ป้องกันได้
สาเหตุที่ติดเชื้อโรคเอดส์ส่วนใหญ่เป็นเพราะทำตัวเองหรือพาตัวเองให้ไปรับเชื้อมา
และจากสถานการณ์ในปัจจุบันทุกคนในสังคมเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์หมด
ถ้าขาดความระมัดระวังตัวในการป้องกัน
โรคเอดส์เป็นโรคที่ใกล้ตัวของทุก
ๆ คน
และการที่รู้ว่าโรคเอดส์ไม่ติดต่อ
โดยวิธีใดจะช่วยลดความวิตกกังวลอันไม่จำเป็นเกี่ยวกับโรคเอดส์ลงไปอันจะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสังคม
และสถานประกอบการ
(2)
สามีภรรยาที่แต่งงานกันแล้วนานๆ
ต้องรักษาความรัก
และความซื่อสัตย์ต่อกันและกันเหมือนตอนแต่งงานกันใหม่
ๆ
ต้องรักษาชีวิตสมรสให้สดชื่นและตื่นเต้นตลอดเวลา
ต้องหันหน้าคุยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์
ต้องมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวโดยไม่นำตัวเองไปรับเชื้อเอดส์
และไม่นำเชื้อเอดส์มาแพร่ให้คู่ครอง
โดยถ้าเกิดพลั้งเผลอนอกใจต่อภรรยา
ต้องกล้าบอกความจริงและต้องรับผิดชอบโดยใส่ถุงยางเวลานอนกับภรรยาจนกว่าจะตรวจแล้วไม่ติดเอดส์แน่นอน
(3)
พ่อแม่ควรอบรมสั่งสอนลูกชายไม่ให้ระรานผู้หญิง
ควรให้เกียรติผู้หญิงการหลอกผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
การเที่ยวผู้หญิงเป็นสิ่งที่น่าละอาย
การเป็นผู้ชายไม่ใช่จะต้องสูบบุหรี่
กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง
หรือมีแฟนมากๆ
การมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
เพราะอาจเกิดท้องขึ้นมา
ติดกามโรคและติดเอดส์
ถ้าติดเอดส์
พ่อแม่จะเสียใจ
(4)
พ่อแม่ควรสอนลูกสาวให้รู้จักพฤติกรรมทางเพศของเด็กผู้ชาย
รู้จักวิธีหลีกเลี่ยงการกระทำที่
"เปิดโอกาส"
ให้กับเด็กผู้ชาย เช่น
การไปไหนต่อไหนเพียงลำพังสองคน
หรือการอยู่ในที่ลับตาคน
การจับมือถือแขนและการพลอดรักซึ่งมักนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ใน
ท้ายที่สุด
วิธีที่ลูกสาวจะปฏิเสธ(Say No)
อย่างนุ่มนวลกับผู้ชาย
อีกทั้งชี้ให้เห็นโทษของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานหรือในขณะที่สภาพเศรษฐกิจและสังคมยังไม่พร้อม
ประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกของผู้หญิงมักจะไม่ได้มีการเตรียมตัวป้องกันมาก่อน(เช่น
การใช้ถุงยางอนามัย)
จึงอาจนำไปสู่การตั้งครรภ์
การติดเชื้อกามโรคและเชื้อเอดส์
เพราะไม่มีทางแน่ใจว่าแฟนของตนจะไม่ไปยุ่งกับคนอื่นมาก่อน
และอาจมีเชื้อเอดส์อยู่ในตัวแล้วก็เป็นไปได้
ในปัจจุบัน
ต้องแนะนำว่าชายหญิงที่รักกันต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
อย่าไปชักนำความตายหรือโรคเอดส์มาให้คนรัก
และก่อนที่จะแต่งงานหรือร่วมเพศกัน
ควรไปตรวจเอดส์ทั้งคู่อย่างน้อย
6เดือน
ก่อนจะร่วมหอลงโรงกัน
(5)
พ่อแม่ในภาคเหนือของประเทศไทยต้องมีเจตคติใหม่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกสาว
เพื่อหวังพึ่งพาลูกสาวให้กู้ฐานะของครอบครัว
การขายลูกสาวเป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย
และเท่ากับเป็นการส่งลูกสาวไปตายด้วยโรคเอดส์
การเอาอย่างความฟุ้งเฟ้อของเพื่อนบ้านโดยเอาชีวิตลูกสาวเข้าไปแลกเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่ากัน
ส่วนฝ่ายเด็กสาวก็ต้องปลูกฝังความรู้สึกนึกคิดที่ว่า
การไปขายตัวเป็นสิ่งที่ไม่ดีอาจประสบภยันตรายต่างๆ
จนถึงแก่ชีวิต
เรามีทางที่จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อีกหลายๆ
วิธีนอกเหนือจากการขายตัว
(6)
ต้องมีการสอนเพศศึกษาอย่างถูกต้องในโรงเรียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่เด็กวัยรุ่นก่อนอายุ13
-15 ปี
ซึ่งเป็นวัยที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์
โดยถ้าจะให้ได้ประโยชน์ครอบคลุมเยาวชนกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด
ควรเริ่มสอนเพศศึกษาในชั้นประถม
5-6 ก่อนที่เด็กจะพ้น
การศึกษาภาคบังคับ
การสอนเพศศึกษาไม่ใช่การสอนเทคนิคการร่วมเพศ
หรือสอนให้รู้จักตำแหน่งหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสืบ
พันธุ์อย่างเดียว
แต่จะสอนสิ่งอื่นๆ
ร่วมไปด้วยตามวุฒิภาวะของเด็ก
เช่น
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และวิธีป้องกัน
ปรัชญาของการมีชีวิตคู่
ความต้องการทางเพศอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
และการตอบสนองที่ถูกต้อง
เป็นต้น
ยังต้องมีการอบรมครูและพ่อแม่ให้มีความรู้ด้านเพศศึกษาที่จะสอน
หรือให้ความรู้แก่ศิษย์และลูกหลานอย่างถูกต้องอีกมาก
และจะต้องเลิกมัวแต่โต้แย้งกันว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก
เพราะถึงแม้เราไม่สอน
ก็มีตัวอย่างเพื่อน
สถานเริงรมย์ ภาพยนตร์
วีดีโอ
และสิ่งพิมพ์ที่เด็กจะเรียนรู้และนำไปปฏิบัติแบบผิดๆ
จึงควรที่ทุกฝ่ายจะ
ต้องเร่งสอน
ให้ความรู้และคำแนะนำอย่างถูกต้อง
(7)
เพื่อนจะต้องช่วยเตือนเพื่อนไม่ให้มั่วเพศและมั่วเข็ม
ไม่ใช่กลับสนับสนุนหรือชักชวนกันไปกระทำสิ่งดังกล่าว
หรือถือเป็นธุระไม่ใช่
เพื่อนที่ดีจะต้องเตือนสติเพื่อนแรงๆ
เพราะเป็นห่วงชีวิตเพื่อน
ต้องสร้างทัศนคติในสังคมว่าการเที่ยวผู้หญิง
หรือการมั่วเพศกับคนนั้น
คนนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ
ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจและเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้
(8)
ประชาชนทุกคนทุกหมู่เหล่า
จะต้องช่วยกันถ่ายทอดความรู้โรคเอดส์ไปสู่คนอื่นๆ
ให้ทุกคนมีความตระหนักในสถานการณ์
และในความจำเป็นที่จะป้องกันตนเองและครอบครัวให้ปลอดจากโรคเอดส์
สร้างหรือร่วมกิจกรรมกลุ่มที่จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้อง
ในขณะเดียวกันก็มีความเข้าใจและเห็นใจผู้ติดเชื้อ
ให้เขาอยู่กับครอบครัวและสังคมได้อย่างปกติสุขเพราะโรคเอดส์ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ
ในชีวิตประจำวัน
ผู้ติดเชื้อจึงไม่ได้เป็นอันตรายกับใครถ้าไม่ไปร่วมเพศหรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับเขา
(9)
ผู้ประกอบการทุกสาขาที่ทำงานซึ่งเกี่ยวกับการใช้ของมีคมเช่น
แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล
ช่างเสริมสวย
ช่างตัดผมชาย
คนที่รับจ้างสักหรือเจาะรูตุ้มหูควรมีมาตรการในการใช้ของมีคมให้สะอาด
ปลอดภัยจากเชื้อโรคเอดส์
โดยถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสัง
คมร่วมกัน
|